เรื่องเล่าประสบการณ์มนุษย์หนี้บัตรเครดิต


สังคมไทยในปัจจุบัน หัวข้อการสนทนาที่ทิ่มแทงใจผู้คนทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์มากที่สุดก็คงไม่พ้นเรื่องของ “ประสบการณ์จากหนี้บัตรเครดิต” บางรายนำมาเขียนเล่าในเว็บไซต์ หรือช่องทางโซเชียลต่าง ๆ เพื่อให้เป็นทั้งอุทาหรณ์และแนวทางปลดหนี้ให้กับผู้ร่วมสถานการณ์เดียวกันจากกับดักหนี้บัตรเครดิต ปัญหานี้ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากการให้อิสระกับสถาบันการเงิน หรือผู้ให้สินเชื่อบางราย

จากสมัยก่อนผู้เปิดบัตรเครดิตได้จำเป็นต้องมีรายได้ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน การทำบัตรเครดิตสักใบจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ จากนั้นก็เริ่มมีการทยอยปรับลดระดับรายได้ขั้นต่ำจาก 2 หมื่นบาทเป็น 15,000 บาท เรื่อยจะมาถึงระดับ 5,000 บาทก็สมัครทำบัตรเครดิตกันได้แล้ว ยิ่งมารวมกับพฤติกรรมการจับจ่ายที่โหมตามกระแสสังคมวัตถุนิยมและทัศนคติการใช้เงินแบบผิด ๆ ของคนส่วนใหญ่ ทำให้หนี้สินฝังรากในสังคมไทยเกือบทุกครัวเรือน

ประสบการณ์หนี้บัตรเครดิตที่ได้รับการบอกเล่าในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเมื่อต้นเดือนมกราคม ปี 2558 ผ่านที่ปรึกษาชมรมหนี้บัตรเครดิต นายไพโรจน์ โภคสุพัฒน์ ว่าการเป็นหนี้หลาย ๆ ครั้งมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่รู้จักวิธีบริหารเงิน โดยคนส่วนใหญ่เมื่อประสบกับภาวะหนี้สินเยอะขึ้นและถูกบีบคั้นให้เร่งชำระ แต่เงินไม่มีก็มักเลือกไปรูดบัตรเครดิตจากสถาบันการเงินรายอื่นมาจ่ายหนี้ของอีกใบเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการทับถมหนี้ให้สูงขึ้นกลายเป็นวงจรที่เกินกำลังจะชำระและไม่มีทางใช้คืนได้หมด อีกทั้ง ลักษณะการทวงหนี้ก่อนจะมี พรบ. ทวงหนี้ อย่างในปัจจุบัน นักทวงหนี้ของสถาบันการเงินก็จะพยายามงัดหมัดเด็ดออกมากดดันให้ลูกหนี้ยอมชำระเงิน ทั้งโทรศัพท์ไปยังที่ทำงาน หรือรบกวนการทำงานหลาย ๆ ครั้ง หรือแม้แต่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ของทางรัฐ ตลอดจนโทรศัพท์ไปทวงเงินกับสมาชิกในครอบครัวของลูกหนี้แทน

สมาชิกชมรมหนี้บัตรเครดิตบางราย ผิดนัดชำระก็ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมติดตามหนี้เพิ่มอีก 3 – 4 หมื่นบาท จากที่เป็นหนี้บัตรในวงเงิน 68,000 บาทมาเป็นเวลา 12 ปี จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถชำระหนี้ได้หมด และรวม ๆ แล้วจ่ายชำระไปมากกว่าที่เบิกมาใช้ถึงราว ๆ 70,000 – 80,000 บาท อีกหนึ่งตัวอย่างประสบการณ์หนี้บัตรเครดิตซึ่งโดนเรียกเก็บค่าติดตามหนี้จากบัตรเครดิตใบเดียวถึง 60 ครั้ง ส่วนอีกหนึ่งบัตรติดตามไป 40 ครั้ง ทั้งสองบัตรรวมกัน 100 ครั้ง ตกครั้งละ 250 บาท เท่ากับว่าเป็นหนี้เพิ่มอีก 25,000 บาท ยังไม่รวมภาษีอีก 7% ที่ต้องรับภาระเพิ่มไว้เอง

นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญของปัญหาหนี้บัตรเครดิตยังมาจากรูปแบบของดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ที่ 15% แต่ในทางปฏิบัติธนาคารแห่งประเทศไทยใช้ประกาศของธนาคารเองคือ 28% โดยที่บัตรเครดิตก็จะยึดอัตราที่ 20% เมื่อนำมารวมกับค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ก็จะสูงขึ้นไปอีก 7 – 8% จึงกลายเป็นวังวนประสบการณ์หนี้บัตรเครดิตที่เปลี่ยนหน้าผู้ติดกับดักไปเรื่อย ๆ